DPOAE
ใช้เสียงกระตุ้นสองความถี่พร้อมกัน แล้วอ่านเสียงสะท้อนที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองเสียง เหมาะกับเครื่องรุ่นที่วัดหลายความถี่ในรอบเดียว
คู่มือสำหรับผู้ปกครอง
หน้านี้อธิบายวิธีคัดกรองที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก ได้แก่ OAE ซึ่งมีทั้งแบบ DPOAE และ TEOAE รวมถึง AABR พร้อมข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละวิธี เพื่อให้คุณเทียบชื่อวิธีในเอกสารนัดหมายกับคำอธิบายได้ตรงกัน
หลักคิดสำคัญ
การคัดกรองคัดแยกเด็กที่ควรได้ตรวจซ้ำ ไม่ได้ให้ข้อสรุปเรื่องการได้ยิน
ผลที่ได้จาก OAE หรือ AABR เป็นเพียงข้อมูลตั้งต้นว่าหูและเส้นทางสัญญาณเสียงตอบสนองต่อเสียงกระตุ้นหรือไม่ ถ้าผลออกว่าไม่ผ่าน จะมีขั้นตอนตรวจซ้ำและประเมินยืนยันตามมาเสมอ ซึ่งเป็นคนละขั้นกับหน้านี้
ภาพรวมวิธีคัดกรองที่พบบ่อย
วิธีที่ใช้ในกลุ่มทารกแรกเกิดมักเป็นวิธีที่ไม่ต้องให้เด็กตอบสนองด้วยตัวเอง เช่น การวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน (OAE) และการวัดการตอบสนองของก้านสมอง (AABR) ทั้งสองวิธีทำได้ขณะเด็กหลับหรืออยู่นิ่ง และใช้เวลาวัดไม่นานเมื่อเทียบกับการประเมินยืนยัน การเลือกใช้วิธีใดขึ้นกับอายุเด็ก ปัจจัยเสี่ยง และแนวปฏิบัติของหน่วยบริการนั้น
OAE
OAE ย่อจาก Otoacoustic Emissions หรือเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน ตัวเครื่องจะส่งเสียงกระตุ้นเข้าไปในช่องหู แล้วรับเสียงสะท้อนที่หูชั้นในตอบกลับมา บทความไทยหลายแห่งระบุว่าวิธีนี้มีบทบาทหลักในการคัดกรองเบื้องต้นในเด็กเล็ก เพราะทำได้ตอนเด็กอยู่นิ่งหรือหลับและไม่ทำให้เจ็บ
ทำได้ระหว่างที่เด็กหลับ ไม่ต้องรอให้เด็กตื่นหรือตอบสนอง และมักทราบผลหลังวัดจบในรอบเดียว ทำให้จัดคิวตรวจซ้ำได้เร็วขึ้น
อาศัยความเงียบพอสมควร ถ้ามีเสียงรบกวนหรือเด็กดิ้นระหว่างวัด อาจต้องวัดซ้ำ และ OAE อย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมทุกเส้นทางของสัญญาณเสียง
เทียบสองเทคนิคย่อย
DPOAE และ TEOAE เป็นเทคนิคย่อยของ OAE ที่ใช้สัญญาณกระตุ้นคนละรูปแบบ ทั้งสองอย่างอาศัยหลักการเดียวกันคือฟังเสียงสะท้อนที่หูชั้นในตอบกลับมา ผลที่ได้จึงมักแสดงเป็นผลคัดกรองว่าผ่านหรือไม่ผ่าน มากกว่าจะเป็นตัวเลขระดับการได้ยิน
ใช้เสียงกระตุ้นสองความถี่พร้อมกัน แล้วอ่านเสียงสะท้อนที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองเสียง เหมาะกับเครื่องรุ่นที่วัดหลายความถี่ในรอบเดียว
ใช้เสียงคลิกสั้น ๆ แล้วฟังเสียงสะท้อนที่ตอบกลับในกรอบเวลาหนึ่ง มักใช้ในเครื่องแบบพกพาและตรวจได้เร็วในห้องที่เด็กหลับอยู่
ในทางปฏิบัติ ผู้ปกครองมักไม่ต้องเลือกว่าใช้แบบใด เพราะหน่วยบริการจะเป็นผู้กำหนดตามเครื่องมือที่มี สิ่งที่คุณทำได้คือถามเจ้าหน้าที่ว่าใช้วิธีใดในวันนั้น เพื่อให้อ่านผลในเอกสารนัดหมายได้ตรงกัน
AABR
AABR ตรวจการตอบสนองของเส้นทางสัญญาณเสียงจากหูไปยังก้านสมอง ไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนจากหูชั้นใน จุดนี้ทำให้ AABR มีบทบาทในกรณีที่ OAE เพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุม ThaiPBS ระบุว่า OAE อย่างเดียวอาจไม่พบภาวะ auditory neuropathy จึงเป็นเหตุผลที่บางกรณีต้องใช้ AABR ร่วมกับ OAE
เมื่อวิธีวัดคนละอย่าง ผลที่ได้จึงอาจไม่เหมือนกันเสมอไป ภาวะอย่าง auditory neuropathy เป็นตัวอย่างที่ถูกยกมาอธิบายว่าทำไมผลคัดกรองและผลยืนยันอาจไม่ตรงกัน นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่แต่ละวิธีวัดได้จริง หากคุณเห็นว่าผลจากสองวิธีไม่ตรงกัน ควรถามทีมที่ตรวจว่าใช้วิธีใดและเพราะเหตุใด
คำถามที่ถามได้ตรงที่สุดคือ "ครั้งนี้ใช้วิธีใด" และ "ผลที่ได้หมายถึงขั้นตอนถัดไปอะไร" สองคำถามนี้ช่วยให้คุณอ่านเอกสารนัดหมายและเตรียมตัวล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องตีความผลแทนเจ้าหน้าที่
สภาพแวดล้อมที่ทำให้ผลน่าเชื่อถือ
เครื่องคัดกรองอย่าง OAE ต้องใช้สภาพแวดล้อมที่เงียบพอสมควร เพราะเสียงรบกวนรอบข้างมีผลต่อการอ่านค่าสะท้อน ห้องที่มีเสียงเครื่องปรับอากาศดัง แสงแดดจัด หรือมีคนเดินไปมา อาจทำให้วัดได้ไม่ครบและต้องวัดซ้ำ
เช่นเดียวกับกรณีที่เด็กดิ้นหรือร้องระหว่างวัด เจ้าหน้าที่จึงมักเลือกจังหวะที่เด็กสงบที่สุด การให้ทารกหลับหรือกึ่งหลับก่อนเริ่มวัดจึงช่วยลดโอกาสที่ต้องวัดซ้ำ และทำให้รอบการคัดกรองสั้นลง
ทั้ง OAE และ AABR เป็นการวัดที่ใช้เวลาสั้นเมื่อเทียบกับการประเมินยืนยัน โดยทั่วไปทราบผลได้หลังการวัดจบ ไม่ต้องรอหลายวัน การรู้ว่าผลออกเร็วช่วยให้ผู้ปกครองเตรียมคำถามล่วงหน้าได้ แต่ต้องย้ำว่าผลที่ออกเร็วนี้เป็นผลคัดกรอง ไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องการได้ยิน
ก่อนวัด
ให้ทารกได้นอนหลับหรือสงบ尽可能 ตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ และแจ้งประวัติที่เกี่ยวข้อง
ระหว่างวัด
วัดต่อเนื่องหลายจุดที่หูแต่ละข้าง ใช้เวลาสั้น และไม่ทำให้เด็กเจ็บ
หลังวัด
เจ้าหน้าที่แจ้งผลคัดกรองและขั้นถัดไป ถ้าผลไม่ผ่านจะมีการนัดตรวจซ้ำ
ขั้นถัดไป
เมื่อคัดกรองไม่ผ่านและตรวจซ้ำแล้วยังไม่ผ่าน ขั้นถัดไปคือ ABR และ ASSR ซึ่งละเอียดกว่าและต้องอาศัยการนอนนิ่งของเด็ก โรงพยาบาลราชวิถีระบุว่ากรณีเช่นนี้จะส่งต่อเพื่อประเมินยืนยันด้วย ABR หรือ ASSR โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปภายในอายุ 3 เดือน ความต่างหลักคือการคัดกรองคัดแยก ส่วนการประเมินยืนยันให้ข้อมูลที่ใช้วางแผนติดตามผลได้
ทำความเข้าใจการประเมินยืนยันรวมคำถามที่พบบ่อยเมื่อต้องอ่านผลคัดกรองและเตรียมตัวไปตรวจตามนัด หากคำถามของคุณไม่อยู่ในรายการนี้ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่หน้าคำถามที่พบบ่อย
OAE ฟังเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน ส่วน AABR ตรวจการตอบสนองของเส้นทางสัญญาณเสียงจากหูถึงก้านสมอง จึงครอบคลุมจุดที่ OAE เพียงอย่างเดียวอาจมองไม่เห็น
เพราะการคัดกรองมีหน้าที่คัดแยกเด็กที่ควรได้ตรวจซ้ำ ไม่ได้ให้ค่าที่บอกระดับการได้ยิน ตัวเลขที่ละเอียดกว่านี้จะได้จากขั้นประเมินยืนยัน
ผลไม่ผ่านในครั้งแรกเป็นเหตุให้ตรวจซ้ำ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ห้องที่ไม่เงียบพอหรือเด็กดิ้นระหว่างวัดอาจทำให้ต้องวัดใหม่ได้
โดยทั่วไปไม่ต้อง หน่วยบริการจะเป็นผู้กำหนดตามเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่มีอยู่ คำถามที่ถามได้คือครั้งนี้ใช้วิธีใด และผลหมายถึงขั้นตอนถัดไปอะไร
ถ้าคุณสงสัยว่าใครควรอยู่ในกลุ่มที่ติดตามใกล้ชิดเป็นพิเศษ ไปที่หน้ากลุ่มเสี่ยงและกรอบเวลาติดตามผล ถ้าต้องการเข้าใจความต่างระหว่างการคัดกรองกับการประเมินยืนยัน ไปที่หน้าการประเมินยืนยัน: ABR และ ASSR และหากมีคำถามปลีกย่อย ดูรวมไว้ที่หน้าคำถามที่พบบ่อย